วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ ระบบสารสนเทศ (Introduction to information)


บทที่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ ระบบสารสนเทศ (Introduction to information)


สารสนเทศ(information) หมายถึง ความรู้ (knowledge) ที่ได้จากการรับรู้ นำความรู้ที่ได้ไปใช้ใน การตัดสินใจ (decision making)
เช่น ความรู้จากการอ่านหนังสือพิมพ์ เป็นการรับรู้ผ่านการมองเห็น ความรู้จากการชมรายการทางโทรทัศน์รับรู้ผ่านทางการมองและฟัง
เรารับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และกายสัมผัส สารสนเทศจึงมีรูปแบบแตกต่างกัน
สำหรับพุทธศาสนา มนุษย์เรารับรู้ด้วย อายตนะ ที่มี อายตนะภายนอก 6 ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสกาย และอารมณ์ที่เกิดกับใจ ส่วนต่อมายัง อายตนะภายใน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ

สารสนเทศ เกิดจาก การนำข้อมูล (data) ไปผ่านการประมวลผล (processing) เรียกว่า การประมวลผลข้อมูล (data processing) ได้แก่
1. การรวบรวมข้อมูล (data collecting) สำหรับองค์กรแล้ว จะรวบรวมจากสองแหล่งคือ ภายในองค์กร (internal resources) เช่น เอกสารต่าง ๆ ในองค์กร ประกาศ กฎ ข้อบังคับต่าง ๆ  และจากแหล่งภายนอก องค์กร (external resources) เช่น เอกสารต่าง ๆ ขององค์กรอื่น ๆ กฎหมาย กฎ ข้อบังคับของทางราชการ ข่าวสารจากสื่อต่างๆ
2. การจัดการข้อมูล (data managing) นำข้อมูลที่รวบรวมได้มาจัดการ เช่น ทำการบันทึก (recording) เลือกสรร (selecting) เปรียบเทียบ (compare) แบ่งกลุ่ม (classify) เรียงลำดับ (sorting) คำนวณ (calculate) แก้ไข (edit) สรุป (summarize) และตกแต่งใส่มูลค่า (value added)
วัตถุประสงค์ของการจัดการ คือ จัดข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบ (form) ที่ก่อให้เกิดความรู้มากที่สุดแก่ผู้รับรู้ เช่น สมุดรายวันทั่วไป มีแบบการบันทึกเป็นแบบ บัญชีคู่ เป็นต้น
3. การจัดเก็บข้อมูล (data storing) เพื่อพร้อมนำไปใช้ในการตัดสินใจในอนาคต

รวมแล้ว กลายเป็น การประมวลผลสารสนเทศ (information processing)


Data --> processing --> information (form)  --> knowledge

เพื่อใช้ในการตัดสินใจ ซึ่งการตัดสินใจ ถือเป็นหน้าที่หลัก หน้าที่สำคัญที่สุดของผู้บริหาร

สารสนเทศที่ดีต้องมีคุณสมบัติ 4 ประการได้แก่
1. ตรงประเด็น (relevance) เนื้อหาต้องเกี่ยวพันกับเรื่องที่จะตัดสินใจ
2. ทันเวลา (timeliness) ได้รับสารสนเทศทันเวลา ไม่ช้าเกินไป และไม่เร็วเกินไป
3. ครบถ้วน (completeness) ไม่มากเกินไป ไม่น้อยเกินไป
4. ถูกต้องและตรวจสอบได้ (accuracy and verifiable) ที่สำคัญต้องถูกต้อง และตรวจสอบที่มาที่ไป มีความน่าเชื่อถือ

ในส่วนของศาสนาพุทธนั่นมีหลักในการตัดสินใจเลือกว่า สารสนเทศใดดี หรือ ไม่ดี น่าเชื่อถือ น่าปฎิบัติตามหรือไม่ เป็นหลักที่ชื่อว่า กาลามสูตร ประกอบด้วย
1. อย่าเชื่อเพราะฟังตามกันมา        2. อย่าเชื่อเพราะนับถือสืบ ๆ กันมา
3. อย่าเชื่อเพราะข่าวเล่าลือ            4. อย่าเชื่อเพราะอ้างไว้ในตำรา
5. อย่าเชื่อเพราะตรรกะ            6. อย่าเชื่อเพราะการอนุมาน
7. อย่าเชื่อเพราะคิดตรอง            8. อย่าเชื่อเพราะเข้ากับความเห็นของตน
9. อย่าเชื่อเพราะรูปลักษณะ น่าเชื่อถือ        10. อย่าเชื่อ เพราะผู้พูดเป็นครู
พระองค์ท่านสอนให้ใช้ปัญญาไตร่ตรอง ทดลองปฎิบัติ ให้เห็นจริง ด้วยตัวเอง

สารสนเทศถูกสร้างและผลิตโดยระบบสารสนเทศ (information systems) ที่หมายถึง ระบบที่องค์ประกอบของระบบมารวมกันเพื่อผลิตสารสนเทศ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือหลัก
ระบบสารสนเทศประกอบด้วย
1. Hardware  หมายถึงคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องในระบบ
2. Software หมายถึงชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่สั่งงาน hardware ให้ผลิตสารสนเทศที่ต้องการ
3. People (Peopleware) หมายถึงบุคลากรในระบบ ที่มีหน้าที่ผลิตและใช้งานสารสนเทศ
4. Database หมายถึง ฐานข้อมูลที่จัดเก็บข้อมูลและสารสนเทศของระบบ
5. communication หมายถึง การติดต่อสื่อสารระหว่างสมาชิกในระบบ และต่างระบบ ผ่านเทคโนโลยีการสื่อสาร เช่นระบบเครือข่ายงาน (networking)
6. procedure หมายถึง ขั้นตอนการดำเนินงาน กระบวนการต่างๆ ของแต่ละองค์ประกอบ เช่น การใช้การ hardware ทำอย่างไร ก็จะเขียนไว้ใน procedure การใช้งาน software จะทำอย่างไรก็หาอ่านได้ใน procedure บุคลากรตำแหน่งต่าง ๆ ต้องทำงานอย่างไร ก็เขียนไว้ใน procedure การจะติดต่อสื่อสาร ทำอย่างไร

องค์กรจะประกอบด้วยระบบสารสนเทศมากมาย หลายร้อย หลายพันระบบ เพื่อผลิตและใช้งานสารสนเทศ เช่น ในงานบัญชี ก็มีระบบสารสนเทศที่เกี่ยวข้องในการผลิตสารสนเทศทางบัญชีมากมาย เช่น ระบบสินค้าคงคลัง ก็จะประกอบด้วยคอมพิวเตอร์ โปรแกรม เจ้าหน้าที่ การสื่อสาร ขั้นตอนการทำงาน เพื่อควบคุม สินค้าคงคลังให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่มีมากจนทำให้ต้นทุนการจัดเก็บมากเกินจำเป็น ไม่มีสินค้าจัดเก็บน้อยไปจนไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า
คอมพิวเตอร์ เป็นอุปกรณ์หลักที่สำคัญที่สุดในการผลิตสารสนเทศ

ในยุคแรก ๆ คอมพิวเตอร์ถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยให้งานคำนวณ รวดเร็ว ถูกต้อง computer มาจากคำว่า compute แปลว่า คำนวณ และต่อท้ายด้วย er กลายเป็น computer หรือ เครื่องคำนวณ
ไม่ว่าจะเป็นการคำนวณทางวิทยาศาสตร์ ที่มีสมการซับซ้อน ตัวเลขที่ต้องคำนวณมหาศาล ใช้เวลาเป็นเดือน เป็นปี จึงจะคำนวณเสร็จ และไม่แน่ว่าคำตอบที่ได้จะถูกหรือไม่ การคำนวณทางการทหาร เช่น วิถีการยิงปืนใหญ่ การคำนวณทางธุรกิจ เหล่านี้ เมื่อเกิดคอมพิวเตอร์ ก็ช่วยให้การประมวลผลเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จากหลายเดือน ก็ทำได้ในเวลาไม่กี่วัน
คอมพิวเตอร์ที่ถูกสร้างขึ้นในยุคแรก มีขนาดใหญ่ จึงเรียกว่า Mainframe computer
ต่อมามีความต้องการคอมพิวเตอร์ในธุรกิจองค์กรต่าง ๆ แต่เนื่องจากราคาแพง ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก จึงไม่สามารถหาซื้อมาใช้งานได้ จึงเกิดการพัฒนาและสร้าง minicomputer ขึ้นให้มีความสามารถลดลงจาก mainframe แต่มีราคาที่ธุรกิจขนาดกลางสามารถซื้อไปใช้งานได้
การทำงานของ mainframe และ minicomputer นั่น จะมีเครื่องหลัก หรือเครื่องแม่ 1 เครื่องทำหน้าที่ประมวลผล โดยมีเครื่องลูก (terminal) ที่ประจำยังผู้ใช้แต่ละคน ส่งงานไปประมวลผล เครื่อง terminal จะมีองค์ประกอบที่มองเห็นได้อยู่สองส่วนคือ จอภาพ และ แป้นพิมพ์  เป็นการทำงานแบบคอมพิวเตอร์เครือข่ายงาน (computer networking)

หากเป็น mainframe จะมีเครื่องลูกหรือ terminal ในจำนวนที่มากกว่า minicomputer
ต่อมามีความต้องการใช้คอมพิวเตอร์ในธุรกิจขนาดเล็ก ธุรกิจส่วนตัว หรือ งานส่วนบุคคล จึงเกิดการพัฒนาเครื่อง Microcomputer หรือ เครื่อง Personal computer (PC) ขึ้นมีขีดความสามารถและราคาเหมาะกับความต้องการและกำลังซื้อของธุรกิจขนาดเล็ก และงานประมวลผลส่วนบุคคล
ต่อมามีการนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ควบคุมการทำงานของเครื่องใช้ไฟฟ้า การทำงานของรถยนต์ ให้การทำงานนั่นเป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องเสียเวลาปรับเปลี่ยนด้วยมนุษย์ เกิดเป็นคอมพิวเตอร์แบบฝั่งตัว embedded computer

คอมพิวเตอร์ในยุคแรก ๆ จึงแบ่งเป็นกลุ่มหลัก ๆ
mainframe computer , minicomputer, personal computer
โดย mainframe มีความสามารถมากที่สุด ดูแลเครื่องได้มากที่สุด ราคาแพงสุด รองลงมาเป็น minicomputer และ ความสามารถต่ำสุดคือ personal computer ที่ไม่เน้นการทำงานเป็นเครือข่าย
แต่ต่อมา PC ถูกพัฒนาอย่างรวดเร็ว และสามารถนำไปทำงานอื่น ๆ นอกจากการคำนวณได้อีกมากมาย เช่น ผลิตเอกสาร ทำเสียงดนตรี ตกแต่งภาพ จึงได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว
จนมีการนำเครื่อง PC ไปเป็นเครื่องแม่ ควบคุม terminal หลาย ๆ ตัว จนมีความสามารถทัดเทียม minicomputer และ mainframe computer ในที่สุด

ปัจจุบันจึงแบ่งคอมพิวเตอร์ออกเป็น
1. server หรือเครื่องแม่ข่าย จะเป็นเครื่อง PC, minicomputer หรือ mainframe ก็ได้ และเครื่อง terminal ถูกเรียกเป็น เครื่องลูกข่าย (client) ที่เป็นเครื่อง PC
2. client computer เป็นเครื่อง PC ที่ทำงานอยู่ภายใต้การดูแลของเครื่อง server
3. workstation เป็นคอมพิวเตอร์ที่เน้นด้านงานกราฟิค งานออกแบบ
4. business PC หรือ desktop PC เป็นเครื่อง PC สำหรับใช้ในงานสำนักงาน ไม่เน้นงานบันเทิง
5. home PC เป็น PC ตามบ้าน เน้นงานบันเทิง ภาพสวย เสียงสมจริง
6. game PC เป็น PC ที่เน้นการเล่นเกมส์ ภาพเคลื่อนไหวสมจริง ไม่สะดุด
7. notebook computer เป็น PC ย่อส่วน เหมาะกับการใช้งานขณะเดินทาง
8. PDA หรือคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กพกใส่กระเป๋าเสื้อได้ เป็นเลขาฯ ส่วนตัว

ในส่วนของ PDA นั่นมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว เกิดเป็น คอมพิวเตอร์แบบ Netbook หมายถึง notebook ขนาดจอภาพ 10.1 นิ้ว เน้นการใช้งานกับระบบ internet
Smart phone เป็น โทรศัพท์มือถือที่พัฒนาให้ใช้โปรแกรมสั่งงานได้และใช้ระบบ internet
Tablet เป็น netbook ที่เพิ่มความสามารถของ smart phone เข้าไปมีจอภาพขนาดใหญ่ ใช้งานสะดวก ให้ภาพคมชัด สวยงาม

เทคโนโลยี หมายถึง การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในชิวิตประจำวัน เช่น การค้นพบพลาสติก และนำมาพัฒนากลายเป็นเส้นใย เรียกว่า ใยสังเคราะห์โพลิเยสเตอร์ นำมาทำเป็นเสื้อผ้า นี้ก็เป็นผลของเทคโนโลยี


ในส่วนของงานสารสนเทศนั่น มีเทคโนโลยีเฉพาะ ที่เรียกว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ (information technology : IT) ที่เน้นการค้นคว้า การทดลองทางวิชาศาสตร์ ในงานด้าน คอมพิวเตอร์ และ งานสื่อสาร
หรือ เรียกในอีกชื่อว่า Information and communication technology :ICT)
สังคมปัจจุบัน แรงงานส่วนใหญ่ทำงานเพื่อผลิตและใช้สารสนเทศ เช่น นักบัญชี ก็ผลิตเอกสารทางบัญชีในแบบ (form) ต่างๆ เช่น สมุดรายวันทั่วไป งบดุล งบกำไรขาดทุน ก็ถือเป็นแรงงานในภาคสารสนเทศ

คำถาม
เมล์คำตอบ พร้อมเหตุผลสั้นๆ ไปที่ yudhana8715@gmail.com
1. มนุษย์เรา รับรู้ด้วย ...
2. การคำนวณ เป็นตัวอย่างของ ....
3. สารสนเทศที่ได้มา มากเกินไป ต้องเสียเวลาคัดครองส่วนเกินออก ถือเป็นสารสนเทศที่ขาดคุณสมบัติในข้อใด ...
4. พุทธศาสนามีเกณฑ์ในการคัดเลือกสารสนเทศที่ดี เรียกว่าอะไร ....
5. ระบบสารสนเทศมีองคืประกอบทั้งสิ้น กี่องค์ประกอบ อะไรบ้าง .....
6. ถ้าซื้อคอมพิวเตอร์มาเครื่องหนึ่ง จะทราบวิธีติดตั้ง การเปิด/ปิด ใช้งาน ต้องหาจากส่วนประกอบใดของระบบสารสนเทศ....
7. คอมพิวเตอร์ประเภทใดถูกสร้างขึ้นใช้งานเป็นประเภทแรก...
8. คอมพิวเตอร์ประเภทใดที่ถูกสร้างมาเพื่องานด้านการออกแบบ งานกราฟิค ....
9. โทรศัพท์มือถือ เมื่อพัฒนาให้สามารถใส่โปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ และเข้าใช้งาน Internet ได้ ก็ถูกเรียกเป็น ...
10. คอมพิวเตอร์ประเภทใดที่มีหน้าที่กำกับ ดูแล การทำงานของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น