วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

บทที่ 7 การพัฒนาระบบสารสนเทศ

การสร้างระบบสารสนเทศ เป็นขั้นตอนที่เรียกว่า วงจรการพัฒนาระบบสารสนเทศ (system development life cycle :SDLC) มี 5 ขั้นตอนได้แก่

1. การวิเคราะห์ระบบ (System Analysis) 2. การออกแบบหรือการจัดหาผู้พัฒนาระบบ (system design/system acquisition) 3. การพัฒนาระบบ หรือ การปรับแต่งระบบ (system development/system customizing) 4. การนำระบบไปใช้ (system implementation)  5. การบำรุงรักษาระบบ (system maintenance)

โดยเป็นหน้าที่ของ นักวิเคราะห์ระบบ (system analyst)
เหตุที่ใช้คำว่า “วงจร” เพราะ ระบบต้องมีการพัฒนา และปรับปรุง หากพบว่า สารสนเทศที่ใช้ ขาดคุณสมบัติที่ดี 4 ข้อข้างต้น วงจรก็ต้องกลับไปเริ่มที่ข้อ 1
วงจรนี้ จะเกิดขึ้น ต่อเมื่อเป็น หน่วยงานใหม่ เป็นองค์กรใหม่ ยังไม่มีระบบสารสนเทศจึงต้องสร้างขึ้นใหม่ หรือเป็น หน่วยงานเก่า องค์กรเก่าที่ระบบสารสนเทศเดิมที่มีอยู่ผลิตสารสนเทศที่บกพร่องขาดคุณสมบัติสารสนเทศที่ดี จึงต้องพัฒนาปรับปรุงกันใหม่
ขั้นตอนแรก สิ่งที่ SA จะทำคือศึกษาทำความเข้าใจกับระบบงาน เพื่อเข้าใจการทำงาน ว่าอะไรคือข้อมูล การประมวลผลที่กระทำกับข้อมูลนั่นมีอะไรบ้าง และผลลัพธ์ที่ได้คืออะไร เสาะหาสาเหตุของปัญหา สาเหตุอาจมาจากการทำควณ หรือ การประมวลผลไม่ถูก หรือข้อมูลที่ใช้ไม่ถูก ก็ไม่จำเป็นต้องสร้างหรือแก้ไขระบบสารสนเทศ เพียงแต่แก้ไขข้อมูลหรือการประมวลผลที่ผิด ปัญหาก็หายไป การทำงานนี้เรียกว่า การศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) แล้วเขียนรายการวิเคราะห์ต้นทุน ผลตอบแทนจากระบบใหม่ที่จะถูกพัฒนา และส่งให้ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องทำการตัดสินใจว่าจะพัฒนาระบบสารสนเทศใหม่ หรือไม่

หากจำเป็นต้องสร้างระบบใหม่ ก็จะมีอยู่สองแนวทางคือ พัฒนาขึ้นเอง หากองค์กรมีฝ่ายงานสารสนเทศที่พร้อมจะสร้างระบบสารสนเทศขึ้นใช้งานเอง หรือจะทำการจัดซื้อจัดจ้างบริษัทฝ่ายนอกให้พัฒนาระบบ หรือซื้อระบบสำเร็จรูปที่วางจำหน่ายในท้องตลาด
แต่โปรแกรมที่เขียนขึ้นทั้งแบบเขียนเองหรือจ้างเขียน ล้วนต้องมีข้อผิดพลาด (bug) ที่ยังไม่ถูกค้นเจอ โดยเฉพาะข้อผิดพลาดแบบ logic error ที่ผลลัพธ์ที่ได้จะผิด แต่หากเป็น syntax error แล้วโปรแกรมจะไม่ทำคำสั่งที่ผิดนั่นแล้วแจ้งให้ผู้ใช้ทราบ

เมื่อระบบพร้อมจะเปลี่ยนก็มีวิธีการเปลี่ยนอยู่ 3 วิธีคือ เปลี่ยนทันที (direct conversion) แบบนี้ต้นทุนการเปลี่ยนน้อยหากเปลี่ยนสำเร็จ แต่หากเกิดข้อผิดพลาดก็จะใช้ต้นทุนที่แพงในการกู้ระบบเก่ามาแทน แบบที่สองคือเปลี่ยนแบบคู่ขนาน (parallel conversion) ที่ให้ระบบเก่าและใหม่ทำงานไปพร้อม ๆ กัน ตรวจสอบกันและกันจนแน่ใจจึงยุติระบบเก่า แบบนี้ต้นทุนสูง แต่มั่นใจ และหากเป็นองค์กรขนาดใหญ่ระบบที่พัฒนาสามารถนำไปใช้ได้กับหลาย ๆ หน่วยงาน ก็อาจเลือกใช้วิธี เลือกหน่วยงานนำร่อง (pilot conversion) แล้วเปลี่ยนกับหน่วยงานนี้ โดยอาจเปลี่ยนแบบ direct หรือ parallel แล้วบันทึกข้อผิดพลาดของการปรับเปลี่ยน เพื่อนำไปปรับใช้กับการปรับเปลี่ยนหน่วยงานต่อ ๆ ไป ก็จะทำให้การเปลี่ยนมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เมื่อระบบใช้งานแล้ว ก็มีข้อผิดพลาดเล็ก ๆ น้อยๆ ก็ต้องคอยแก้ไข ซึ่งก็เป็นขั้นตอน การบำรุงรักษา ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลานานที่สุดของวงจรการพัฒนา ข้อผิดพลาดอาจเกิดจาก hardware software people database procedure หรือ communication ซึ่งหลัก ๆ แล้วจะเป็นเรื่องของ hardware และ software
การบำรุงรักษามีอยู่ 2 แนวทางคือ แบบเชิงรับ (passive maintenance) เมื่อเกิดปัญหาจึงแก้ไข และแบบ เชิงรุก (active maintenance) เป็นการคาดการณ์ว่าปัญหาน่าจะเกิด ณ ช่วงเวลานั่น และทำการแก้ไขก่อนที่ปัญหาจะเกิด หลาย ๆ ปัญหาที่มาจาก hardware ที่มีอายุการใช้งานที่แน่นอน สามารถคาดเดาได้ว่า จะเกิดปัญหาเมื่อใด ก็สามารถออกไปซ่อมแซม เปลี่ยนได้ก่อนปัญหาจะเกิด
เมื่อการบำรุงรักษาเกิดขึ้นมากจนไม่สามารถจะรักษาระบบไว้ได้ ก็จำเป็นต้องกลับไปวงจรข้อที่ 1 เพื่อสร้างระบบสารสนเทศใหม่มาแทนที่

คำถาม
เมล์คำตอบและคำอธิบายสั้น ๆ มาหาครู ที่ yudhana8715@gmail.com 
1.  จากวงจรในข้อแรก เกิดรายงานชื่อว่า ...
2. หากองค์กรจะพัฒนาระบบสารสนเทศขึ้นเอง วงจรข้อ 2 จะเป็นวงจรอะไร ...
3. การเปลี่ยนระบบใดที่ใช้ต้นทุน และเวลาปรับเปลี่ยน น้อยที่สุด
4. หากการเปลี่ยนระบบสามารถนำไปใช้กับหน่วยงานได้หลาย ๆ หน่วยงานเพราะมีลักษณะการทำงานที่คล้ายกัน ควรเลือกการปรับเปลี่ยนใด ...
5. การบำรุงรักษาที่รอให้ปัญหาเกิดแล้วออกไปแก้ใข เรียกว่า ...
6. การบำรุงรักษาที่คาดการณ์ว่าปัญหากำลังจะเกิด ออกไปแก้ใขก่อน เรียกว่า ...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น